เศษผ้าห่อทองคำ: เมื่อพี่สะใภ้จองหองเหยียดน้องสามีเป็น ‘ขอทาน’

สู่การเชือดเฉือนของประธานหมื่นล้านที่บดขยี้คนเนรคุณให้พินาศในพริบตา!
สิบปีเต็มที่ ‘ธาม’ ไม่เคยเหยียบย่างกลับมาที่คฤหาสน์ตระกูลวรโชติ สิบปีที่แล้ว เขาถูก ‘ธนา’ พี่ชายแท้ๆ และ ‘พิมพิไล’ พี่สะใภ้จอมโลภ วางแผนฮุบสมบัติของบิดามารดาที่เพิ่งเสียชีวิตไปจนหมดสิ้น พวกเขาไล่ตะเพิดธามออกจากบ้านเกิดด้วยเงินเพียงไม่กี่พันบาท ทิ้งให้เด็กหนุ่มวัยยี่สิบปีต้องเผชิญโลกกว้างเพียงลำพังด้วยหัวใจที่แหลกสลาย แต่วันนี้… เขากลับมาแล้ว ไม่ใช่ในฐานะน้องชายผู้อ่อนแอ แต่ในฐานะที่ไม่มีใครคาดถึง
บรรยากาศหน้าคฤหาสน์วรโชติค่ำคืนนี้เต็มไปด้วยแสงสีและเสียงเพลงบรรเลง รถยนต์หรูจอดเรียงรายยาวเหยียด ธนาและพิมพิไลกำลังจัดงานปาร์ตี้ฉลองตำแหน่ง ‘ผู้อำนวยการอาวุโส’ และ ‘ผู้จัดการฝ่ายขายระดับภูมิภาค’ ของ ‘อิมพีเรียล คอร์ปอเรชั่น’ บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับประเทศที่ทั้งคู่เพิ่งสอบสัมภาษณ์และฝ่าฟันเข้าไปทำงานได้สำเร็จเมื่อห้าปีก่อน จนไต่เต้ามาถึงระดับบริหาร
ธามยืนอยู่หน้าประตูเหล็กดัดบานยักษ์ เขาสวมเสื้อยืดคอกลมสีมอๆ ที่ย้วยจนเสียทรง กางเกงยีนส์ขาดเข่าเปื้อนฝุ่น และรองเท้าผ้าใบเก่าขาดที่ส้นสึกไปแถบหนึ่ง สภาพของเขาไม่ต่างอะไรกับคนเร่ร่อนที่เพิ่งเดินเท้ามาจากต่างจังหวัด ชายหนุ่มไม่ได้ขัดสน เขาเพียงแค่ตั้งใจสวมชุดเก่าๆ ชุดนี้… ชุดเดียวกับที่เขาใส่ในวันที่ถูกไล่ออกจากบ้าน เพื่อมาดูให้เห็นกับตาว่า สันดานของสายเลือดที่เหลืออยู่ จะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นบ้างหรือไม่
เมื่อยามหน้าประตูเห็นสภาพซอมซ่อของธาม ก็รีบใช้วิทยุสื่อสารเรียกเจ้าของบ้านทันที เพียงไม่กี่นาที ประตูเหล็กก็ถูกเปิดออก พร้อมกับการปรากฏตัวของพิมพิไลในชุดราตรีผ้าไหมปักเลื่อมระยิบระยับ และธนาในชุดสูททักซิโด้ราคาแพง
“นี่มันตัวประหลาดอะไรมาหลงอยู่หน้าบ้านฉันเนี่ย!” พิมพิไลยกมือที่สวมแหวนเพชรเม็ดเป้งขึ้นมาปิดจมูก แววตาของเธอเต็มไปด้วยความรังเกียจขยะแขยง ก่อนจะเพ่งมองใบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยไรหนวดเครานั้นให้ชัดขึ้น “ธ… ธาม! ไอ้ธาม! นี่แกยังมีชีวิตอยู่อีกเหรอเนี่ย!”
ธนามองน้องชายด้วยสายตาเย็นชา ไม่มีแววตาของความผูกพันหรือความดีใจที่ได้พบสายเลือดเพียงคนเดียว เขาถอนหายใจยาว “แกกลับมาทำไม สภาพกากเดนแบบนี้ ไปทำอะไรมาถึงได้ตกอับซอมซ่อเหมือนหมาข้างถนนขนาดนี้”
“ผมแค่อยากมาแวะเยี่ยมบ้านเกิด…” ธามตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ดวงตาของเขาสงบนิ่งราวกับผิวน้ำที่ซ่อนพายุไว้เบื้องลึก “ผมเดินผ่านทางมา เลยอยากจะขอแวะเข้าไปไหว้รูปศพพ่อกับแม่สักครั้ง… พี่พอจะอนุญาตไหมครับ”
“ตอแหล!!”
พิมพิไลแผดเสียงตวาดลั่นจนแขกไฮโซบางคนที่เดินอยู่แถวนั้นหันมามอง “แกคิดว่าฉันโง่เหรอไอ้ธาม! แกเห็นว่าตอนนี้พวกฉันกำลังได้ดิบได้ดี กำลังจะรวยล้นฟ้าจากการเป็นผู้บริหารของอิมพีเรียล คอร์ปอเรชั่น แกก็เลยซมซานกลับมาเกาะพวกฉันกินล่ะสิ! ตกลงที่แกซมซานกลับมาเนี่ย แค่เพื่อมาขอทานพวกฉันใช่ไหม!”
“พี่พิม… ผมไม่ได้มาขอเงิน” ธามพยายามอธิบายอย่างใจเย็น
“ไม่ต้องมาเรียกฉันว่าพี่! ฉันไม่มีน้องสะใภ้สกปรกๆ แบบแก!” พิมพิไลหันไปคว้าจานพลาสติกใส่เศษกระดูกหมูและเศษอาหารที่วางอยู่ใกล้ๆ ถังขยะหน้าบ้าน แล้วโยนโครมลงแทบเท้าของธาม “ถ้าแกหิวจนไส้กิ่ว ก็ก้มลงไปกินเศษอาหารซะ! กินเสร็จแล้วก็ไสหัวไปให้พ้นหน้าบ้านฉัน เดี๋ยวแขกผู้ใหญ่ในงานของฉันจะติดเชื้อโรคจากขยะสังคมอย่างแก!”
ธนายืนล้วงกระเป๋ากางเกง ดูน้องชายถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีโดยไม่คิดจะห้ามปรามแม้แต่น้อย “ไปซะเถอะธาม แกกับฉันอยู่กันคนละโลกแล้ว อย่ามาทำตัวเป็นปลิงดูดเลือดครอบครัวฉันเลย แค่ฉันไม่สั่งให้ตำรวจมาลากคอแกข้อหาบุกรุกก็บุญหัวแค่ไหนแล้ว”
ธามก้มลงมองเศษอาหารบนพื้น สลับกับมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความจองหองและเย่อหยิ่งของพี่ชายและพี่สะใภ้ ไม่มีน้ำตา ไม่มีความโกรธเกรี้ยว มีเพียงรอยยิ้มเย็นเยียบที่ผุดขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ทำให้พิมพิไลรู้สึกขนลุกซู่ไปชั่วขณะ
“เข้าใจแล้วครับ…” ธามพยักหน้าช้าๆ “ผมแค่อยากมาทดสอบให้แน่ใจ ว่าสายเลือดแห่งความเมตตาในตัวพี่มันยังหลงเหลืออยู่ไหม… แต่วันนี้ผมได้คำตอบแล้ว ว่าพวกพี่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย”
“ยังจะมาทำปากดีอีก! รปภ.! ไล่มันออกไปให้พ้นรัศมีบ้านฉันเดี๋ยวนี้!” พิมพิไลกรีดร้องสั่งการ
ธามหมุนตัวหันหลังกลับ เดินจากคฤหาสน์ที่เคยเป็นของเขาไปอย่างเงียบเชียบ ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของพี่สะใภ้ที่ดังก้องไล่หลัง เมื่อเดินพ้นหัวมุมถนน ชายหนุ่มในชุดมอซอก็ล้วงมือถือรุ่นสั่งทำพิเศษที่ล้ำสมัยที่สุดในโลกออกมาจากกระเป๋ากางเกง เขากดโทรออกเพียงเบอร์เดียว
“กวิน… พรุ่งนี้เช้าเรียกประชุมบอร์ดบริหารทั้งหมดของอิมพีเรียล คอร์ปอเรชั่น… ฉันจะเข้าไปที่สำนักงานใหญ่ด้วยตัวเอง และเตรียมเอกสารปลดพนักงานระดับผู้บริหารสองคนให้ฉันด้วย”
…
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ ชั้น 80 ของอาคารอิมพีเรียลทาวเวอร์ ตึกระฟ้าที่สูงที่สุดและเป็นศูนย์กลางธุรกิจที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศ บรรยากาศภายในห้องประชุมบอร์ดบริหารระดับสูงเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและตึงเครียด
วันนี้เป็นวันที่ ‘ท่านประธานใหญ่’ ผู้ก่อตั้งอาณาจักรหมื่นล้านแห่งนี้จะปรากฏตัวเป็นครั้งแรกในรอบห้าปี หลังจากที่บริหารงานอยู่เบื้องหลังในต่างประเทศมาตลอด ธนาและพิมพิไลในชุดทำงานแบรนด์เนมสุดหรู นั่งตัวเกร็งอยู่บริเวณที่นั่งสำหรับผู้บริหารระดับกลางที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมเป็นกรณีพิเศษ ทั้งคู่ต่างวาดฝันว่าการได้เจอประธานบริษัทในวันนี้ จะเป็นบันไดก้าวสำคัญที่จะทำให้พวกเขาร่ำรวยและมีอำนาจล้นฟ้า
“คุณธนาคะ… พิมตื่นเต้นจังเลยค่ะ ถ้าท่านประธานเห็นผลงานยอดขายของเรา ท่านต้องโปรโมทเราขึ้นเป็นบอร์ดบริหารแน่ๆ” พิมพิไลกระซิบด้วยดวงตาที่เป็นประกาย
“แน่นอนอยู่แล้วพิม เราสองคนผลงานโดดเด่นที่สุดในบริษัท… เตรียมตัวยิ้มกว้างๆ ไว้เลย” ธนาตอบกลับด้วยความมั่นใจ
แกร๊ก…
เสียงเปิดประตูกระจกบานยักษ์หน้าห้องประชุมดังขึ้น ทำให้ทุกเสียงพูดคุยเงียบกริบราวกับเป่าสาก บอร์ดบริหารระดับสูงนับสิบคนลุกขึ้นยืนทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง ธนาและพิมพิไลรีบลุกขึ้นยืนและก้มหัวลงต่ำสุดๆ เพื่อแสดงความนอบน้อม
เสียงรองเท้าหนังอิตาลีราคาแพงก้าวเดินเข้ามาอย่างเนิบนาบแต่ทรงพลัง บอดี้การ์ดในชุดสูทสีดำสนิทสี่คนเดินขนาบข้าง ร่างสูงสง่าในชุดทักซิโด้สั่งตัดพิเศษจากมิลานเดินตรงไปที่เก้าอี้ประธานที่หัวโต๊ะ แผ่รังสีความน่าเกรงขามและอำนาจที่กดดันจนทุกคนแทบหยุดหายใจ
“เชิญนั่งครับทุกท่าน” น้ำเสียงทุ้มต่ำและคุ้นหูอย่างประหลาดดังขึ้น
พิมพิไลและธนาเงยหน้าขึ้นมา พร้อมกับคลี่ยิ้มประจบประแจงที่เตรียมมาอย่างดี แต่ทว่า… วินาทีที่สายตาของพวกเขาปะทะเข้ากับใบหน้าของ ‘ท่านประธานหมื่นล้าน’ ที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หนังตัวใหญ่ รอยยิ้มของทั้งคู่ก็แข็งค้าง ดวงตาเบิกกว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า ขากรรไกรร่วงหล่นลงมาอย่างควบคุมไม่ได้!
“ธ… ธ… ธาม!!” พิมพิไลหลุดอุทานออกมาเสียงหลง หน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ ขาทั้งสองข้างอ่อนยวบจนทรุดฮวบลงไปกระแทกกับเก้าอี้
ธนายืนตัวแข็งทื่อ ปากอ้าพะงาบๆ ราวกับปลาขาดน้ำ เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มใบหน้า “ป… เป็นไปไม่ได้… แก… แกเป็นขอทานนี่! แกเข้ามานั่งตรงนั้นได้ยังไง! รปภ.! รปภ. หายไปไหนหมด จับตัวไอ้บ้าคนนี้ออกไปเดี๋ยวนี้!”
“หุบปาก!!” กวิน เลขาธิการส่วนตัวของท่านประธานตวาดลั่นห้อง “พวกคุณกล้าดียังไงมาขึ้นเสียงใส่ ‘คุณธาม’ ประธานกรรมการบริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดของอิมพีเรียล คอร์ปอเรชั่น!”
คำประกาศของกวินเปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดเปรี้ยงลงกลางแสกหน้าของธนาและพิมพิไล! โลกทั้งใบของพวกเขาเหมือนถล่มทลายลงมาตรงหน้า น้องชายที่พวกเขาเพิ่งด่าทอ เหยียดหยาม และโยนเศษอาหารใส่เมื่อคืน… คือเจ้าของบริษัทที่พวกเขาประจบประแจงกราบไหว้และใช้เป็นเครื่องมือเชิดหน้าชูตาในสังคม!
ธามเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ นัยน์ตาคมกริบของเขามองตรงไปยังพี่ชายและพี่สะใภ้ด้วยแววตาของมัจจุราช “เมื่อคืน… พี่พิมพิไลถามผมว่า ผมกลับมาเพื่อขอทานพวกพี่ใช่ไหม? ตอนนั้นผมยังไม่ได้ตอบ… เพราะความจริงแล้ว ผมกลับมาเพื่อ ‘เก็บกวาด’ ปรสิตที่คอยเกาะกินผลประโยชน์ในบริษัทของผมต่างหาก”
พิมพิไลได้ยินดังนั้นก็ถึงกับลุกพรวดขึ้นมา น้ำตาแห่งความหวาดกลัวและอับอายไหลพรากทำลายเครื่องสำอางชั้นดีจนเละเทะ เธอรีบวิ่งถลาเข้าไปหาธาม หวังจะคุกเข่าเกาะขา แต่ถูกบอดี้การ์ดร่างยักษ์ขวางเอาไว้เสียก่อน
“ธ… ธามจ๋า! พี่พิมขอโทษ! พี่พิมตาบอดเองที่จำน้องชายที่แสนดีไม่ได้! เมื่อคืนพี่พิมแค่ล้อเล่นทดสอบใจธามเฉยๆ นะจ๊ะ เราเป็นครอบครัวเดียวกันนะธาม ยกโทษให้พี่กับคุณธนาเถอะนะ!” พิมพิไลร้องไห้ฟูมฟายเสียงแหลมจนน่ารำคาญ
ธนารีบพยักหน้ารัวๆ “ใช่ๆ ธาม! แกเป็นน้องชายคนเดียวของฉันนะ! เลือดข้นกว่าน้ำนะธาม เรามาร่วมมือกันบริหารบริษัทนี้ให้ยิ่งใหญ่กันเถอะนะ!”
“เลือดข้นกว่าน้ำงั้นเหรอ?” ธามหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความปรานี “สิบปีที่แล้ว ตอนที่พวกพี่ฮุบสมบัติพ่อแม่แล้วไล่ผมไปตายเอาดาบหน้า… เลือดมันหายไปไหนหมด? แล้วเมื่อคืน ตอนที่พวกพี่โยนเศษกระดูกหมูให้ผมกิน… ครอบครัวเขาทำกันแบบนี้เหรอครับ?”
ธามหยิบแฟ้มเอกสารสีแดงขึ้นมา แล้วโยนลงกลางโต๊ะประชุมเสียงดังปัง!
“กวิน อ่านมติที่ประชุมวาระพิเศษให้ทุกคนฟัง”
“ครับท่านประธาน” กวินเปิดแฟ้มอ่านด้วยน้ำเสียงดังกังวาน “ด้วยหลักฐานการทุจริตยักยอกเงินงบประมาณฝ่ายขาย และการเรียกรับสินบนจากคู่ค้าตลอดสามปีที่ผ่านมา ซึ่งฝ่ายตรวจสอบภายในได้รวบรวมไว้ทั้งหมด… ทางบริษัทขอประกาศ ‘ไล่ออก’ นายธนา และ นางพิมพิไล ออกจากทุกตำแหน่ง โดยไม่มีการจ่ายเงินชดเชยใดๆ ทั้งสิ้น และทางบริษัทจะดำเนินการฟ้องร้องทางอาญาเพื่อเรียกค่าเสียหายจำนวนสามร้อยล้านบาท พร้อมทั้งอายัดทรัพย์สินทั้งหมดรวมถึงคฤหาสน์วรโชติ ซึ่งแท้จริงแล้วถูกซื้อด้วยเงินทุจริตจากบริษัทนี้!”
กรี๊ดดดด!!!
พิมพิไลกรีดร้องโหยหวนปานจะขาดใจ เธอทรุดลงไปนอนดิ้นพราดๆ อยู่บนพื้นพรมของห้องประชุม สภาพไฮโซสาวผู้เย่อหยิ่งถูกฉีกกระชากจนไม่เหลือชิ้นดี
ธนาหน้าซีดเป็นไก่ต้ม เขาพยายามจะพุ่งเข้าไปหาธามเพื่อขอร้อง “ธาม! แกทำแบบนี้ไม่ได้นะ! แกจะฆ่าพี่ชายแท้ๆ ของแกเหรอ! ถ้าแกยึดบ้าน ยึดทุกอย่างไป แล้วพี่กับพิมจะไปอยู่ที่ไหน!”
ธามลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาก้าวเดินช้าๆ ไปหยุดอยู่ตรงหน้าพี่ชายที่กำลังคุกเข่าตัวสั่นงันงก ชายหนุ่มก้มลงกระซิบด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบไปถึงกระดูกดำ
“ถ้าพวกพี่ไม่มีที่ไปจริงๆ… ถังขยะหน้าคฤหาสน์ที่พวกพี่เคยโยนเศษกระดูกให้ผมกินเมื่อคืน… มันก็ยังว่างอยู่นะครับ ลองไปก้มกินเศษอาหารในนั้นประทังชีวิตดูสิ เผื่อมันจะทำให้พวกพี่รู้จักคำว่า ‘ขอทาน’ ที่แท้จริง”
ธามยืดตัวขึ้นก่อนจะหันหลังกลับ กวาดสายตามองการ์ดประจำห้องประชุม “ลากตัวบุคคลล้มละลายสองคนนี้ออกไปจากตึกของฉัน และอย่าให้พวกมันเหยียบเข้ามาในรัศมีร้อยเมตรของอิมพีเรียล คอร์ปอเรชั่นอีกเป็นอันขาด!”
เสียงร้องไห้คร่ำครวญและเสียงตะโกนขอความเมตตาของธนาและพิมพิไลดังก้องไปทั่วโถงทางเดิน ขณะที่พวกเขาทั้งคู่ถูกหิ้วปีกออกไปต่อหน้าพนักงานนับร้อยคนที่ยืนมองด้วยความสมเพช
จากผู้บริหารที่หยิ่งยโสและเตรียมตัวเสวยสุขบนกองเงินกองทอง กลับต้องตกสวรรค์กลายเป็นคนไร้บ้านที่ต้องเผชิญกับคดีความระดับร้อยล้านเพียงชั่วข้ามคืน นี่คือราคาที่คนจองหองต้องจ่าย… เมื่อพวกเขาเลือกที่จะเหยียบย่ำคนอื่น โดยไม่รู้เลยว่า เศษผ้าที่พวกเขาเห็นว่าไร้ค่า แท้จริงแล้วคือมังกรหลับที่ห่อหุ้มขุมทรัพย์และอำนาจมหาศาล ที่พร้อมจะตื่นขึ้นมาบดขยี้คนเนรคุณให้แหลกสลายเป็นผุยผงไปตลอดกาล!



